Lotus Arts De Vivre อวดโฉมความงดงามของงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ผ่านคอลเลกชั่นไม้เท้าสุดล้ำค่า

Lotus Arts De Vivre อวดโฉมความงดงามของงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ผ่านคอลเลกชั่นไม้เท้าสุดล้ำค่า 

ร่วมกับ “พลพัฒน์ อัศวะประภา” ดีไซน์เนอร์มากฝีมือแห่ง ASAVA สู่ผลงานที่ควรค่าแก่การสะสม

“The Wild Animals. The Capsule Collection featuring Canes by Lotus Arts de Vivre and Mr. Polpat Asavaprapha”

ยลโฉมมาสเตอร์พีซที่ควรค่าแก่การสะสมกับ Lotus Arts de Vivre (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) แบรนด์จิวเวลรีและของตกแต่งบ้านชั้นสูงของไทยที่มีฐานแฟนคลับแบรนด์อยู่ทั่วโลก จัดงานเปิดตัวคอลเลกชั่นไม้เท้าสุดล้ำค่า “The Wild Animals. The Capsule Collection featuring Canes by Lotus Arts de Vivre and Mr. Polpat Asavaprapha” ที่ได้ร่วมออกแบบกับดีไซน์เนอร์ฝีมือเฉียบ “พลพัฒน์ อัศวะประภา” แห่งแบรนด์ ASAVA (อาซาว่า) โดยหยิบยกเรื่องราวและเอกลักษณ์ของสัตว์ป่า มารังสรรค์เป็นไม้เท้าดีไซน์พิเศษทั้งหมด 15 แบบ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงอัตลักษณ์ระหว่างสองแบรนด์ได้อย่างชัดเจน พร้อมชมนิทรรศการภาพถ่ายของ 6 เซเลบริตี้ชื่อดัง ที่มาร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นผ่านไม้เท้าคอลเลกชั่นพิเศษนี้ ได้แก่ นิกกี้ วอน บูเรน, พลพัฒน์ อัศวะประภา, ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร, วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และตรีชฎา เพชรรัตน์ ที่ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังที่มีใจรักงานศิลปะอย่าง เจย์-จริยดี สเปนเซอร์, นันทมาลี ภิรมย์ภักดี, ดวงแก้ว ภักดีภูมิ, กรองกาญจน์ ชมะนันทน์, สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา, สมบัษร ถิระสาโรช, สุพรทิพย์ ช่วงรังษี, ริก้า ดีล่า, สุวดี พึ่งบุญพระ, นลินี วรวงศ์วสุ, สิริโสภา จุลเสวก, ภัทราวรรณ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, อัครรัฐ วรรณรัตน์, ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์, ฟา เบเนเดทตี้, วราลี สมศักดิ์, รัตน์ มณีรัตน์, มธุริน พสวงศ์, ดร.วิชเรศ บุญจิตต์พิมล, ณัฐสิมา ศิริสุนทร, แม้นวาด นาครทรรพ และอีกมากมาย

รอล์ฟ วอน บูเรน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Lotus Arts de Vivre” (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) กล่าวถึงความพิเศษของการร่วมมือกันครั้งนี้ว่า “เนื่องจากแบรนด์ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ของเราได้ครบรอบ 40 ปีในปีนี้ และโปรเจกต์นี้ถือว่าเป็นโปรเจกต์แรกในการเฉลิมฉลองวาระพิเศษ  ซึ่งทางแบรนด์รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับคุณหมู อาซาว่าในการทำคอลเลกชั่นไม้เท้านี้ เพราะถ้าหากนึกถึงแฟชั่นไอคอนที่สามารถคอมพลีทลุคกับไม้เท้าได้อย่างไม่มีที่ติ ก็คงจะหนีไม่พ้นคุณหมูอย่างแน่นอน แน่นอนว่าแบรนด์ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ เราเชี่ยวชาญและคุ้นเคยดีกับการทำไม้เท้า แต่ในคอลเลกชั่นนี้จะมีความแตกต่างจากคอลเลกชั่นที่ผ่านมา เพราะเราได้มุมมองในการออกแบบร่วมกับคุณหมู อาซาว่าให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ส่วนวัสดุที่ใช้ก็ยังคงความล้ำค่าและมีความปราณีตในการสร้างสรรค์ชิ้นงานตามแบบฉบับของแบรนด์  โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์”

พลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวถึงความประทับใจ และแนวคิดหลักของการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ว่า “ส่วนตัวเป็นแฟนของแบรนด์ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ อยู่แล้วและในฐานะของคนทำงานดีไซน์ก็รู้สึกชื่นชม และประทับใจในความคิดสร้างสรรค์และผลงานของ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ มาโดยตลอด พอได้มีโอกาสมาร่วมทำโปรเจกต์ด้วยกัน ก็รู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมออกแบบผลงานในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดหลักของเราคือการนำไม้เท้ามาออกแบบใหม่ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ไว้ ซึ่งการออกแบบไม้เท้านอกจากจะอยากให้ออกมาดูงดงามแล้ว เรายังต้องออกแบบมาเพื่อให้ใช้ได้จริงด้วย  และแน่นอนว่าโลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ไม่เพียงแต่ผสานสองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกัน แต่ยังนำเสนอศาสตร์งานช่างโบราณและเทคนิคเก่าแก่ สื่อผ่านดีไซน์ของชิ้นงานออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ ควรค่าแก่การเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง และด้วยความที่เราโตมากับหนังยุค 1920s ซึ่งเป็นยุคที่เทรนด์การแต่งตัวตอนนั้นจะเป็นแนวแกสบี้ และไอเทมที่จะต้องอยู่คู่กายตลอดก็คือไม้เท้า ในหัวของเราจึงค่อนข้างมีภาพการแต่งตัวที่เป็นแนวแดนดี้ (Dandy) ซึ่งคือการแต่งกายที่มีความพิถีพิถัน และมีรสนิยมค่อนข้างดี ทำให้เราหลงใหลในสไตล์การแต่งตัวของยุคนั้นมาก ซึ่งหากให้แนะนำการแต่งตัวเพื่อแมทช์กับไม้เท้า แนะนำว่าอาจจะส่วมสูทเรียบๆ ตัวหนึ่ง แล้วเลือกไม้เท้าที่ชอบ ก็จะทำให้ดูมีพลัง และดูมีความพิเศษขึ้นอย่างแน่นอน”

โดยความพิเศษของคอลเลกชั่น “The Wild Animals. The Capsule Collection featuring Canes by Lotus Arts de Vivre and Mr. Polpat Asavaprapha” ยังคงเอกลักษณ์งานช่างศิลป์ของแบรนด์ “Lotus Arts de Vivre” (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) เอาไว้ โดยมีจุดเด่นคือหัวของไม้เท้าที่ออกแบบมาเป็นหัวสัตว์ประเภทต่างๆ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็น เสือ, สิงโต, ม้า, มังกร, นกอินทรี, เป็ด, จระเข้ และลิง มาผสมผสานกับเอกลักษณ์ของ “พลพัฒน์ อัศวะประภา” ที่มีทั้งความทันสมัย และความโก้หรู ถ่ายทอดสู่ไม้เท้ารุ่นพิเศษทั้งหมด 15 ดีไซน์ที่ผสมผสานกลิ่นอายของความร่วมสมัย หรูหรา และใช้งานได้จริงเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับดีไซน์แรกอย่างไม้เท้าหัวเสือมาพร้อมกับความงดงามของเสือทั้งหมด 3 ตระกูล ได้แก่ เสือดำ, เสือโคร่ง และเสือจากัวร์ โดดเด่นด้วยด้ามจับที่ทำจากเขี้ยวหมูป่าและตัวไม้เท้าที่ทำขึ้นจากไม้มะฮอกกานี (Mahogany) หายาก พร้อมเพิ่มความน่าสนใจด้วยวัสดุสีเงินที่นำมาตัดกับเนื้อไม้ได้อย่างลงตัว โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปตามดีไซน์ของหัวไม้เท้า เริ่มจากหัวเสือดำ Black Panther Cane with Wild Boar Fang ที่ถูกออกแบบมาทั้งหมด 3 ดีไซน์ตามอิริยาบถต่างๆ พร้อมประดับด้วยอัญมณีน้ำงามอย่างพลอยซาโวไรท์ (Tsavorite) และสปิเนล (Spinel) สีแดง ฝังไว้ที่ดวงตา ถัดมาคือหัวเสือโคร่งที่ถูกออกแบบมา 2 ดีไซน์ด้วยกัน ได้แก่ Silver Roaring Tiger Cane with Wild Boar Fang ที่ฝังดวงตาด้วยอัญมณีสเปสซาร์ไทต์ (Spessartite) และ Crawling Tiger Cane with Wild Boar Fang ที่ส่วนตาประดับด้วยหินอาเกต (Agate) และหัวเสือจากัวร์ Silver Black Jaguar Cane with Wild Boar Fang สัญลักษ์แห่งความว่องไวและปราดเปรียวที่หินปะการังแดง (Red Coral) สีแดงบริเวณดวงตา ต่อมาคือหัวสิงโต Silver Roaring Lion Cane Wild Boar Fang งดงามด้วยสีเงินประดับหินอาเกต (Agate) สีดำที่ดวงตา พร้อมด้ามจับเขี้ยวหมูป่าและด้ามไม้เท้าที่สร้างสรรค์ขึ้นจากต้นมะฮอกกานี (Mahogany) เพิ่มความโก้หรูด้วยวัสดุสีเงินที่นำมาตัดเนื้อไม้บริเวณด้ามไม้เท้า ถัดมาที่ตระกูลม้ากับเทคนิคช่างฝีมือสุดปราณีตด้วยการเคลือบเงินบริเวณหัวม้า พร้อมประดับดวงตาด้วยพลอยตาเสือ (Tiger’s Eye) โดยมาพร้อม 2 งานดีไซน์ที่แตกต่าง ได้แก่ Silver Trotting Horse Cane เรียบโก้ด้วยด้ามไม้เท้าทำจากไม้โซโน่ (Sono Wood) ประดับด้วยวัสดุสีเงินตัดตรงบริเวณด้ามไม้เท้า และ Silver Prancing Horse Cane with Wild Boar Fang เพิ่มความพิเศษบริเวณหัวม้าที่ประดับด้วยเขี้ยวหมูป่าเป็นด้ามจับที่ตัวไม้เท้าทำขึ้นจากไม้มะฮอกกานี (Mahogany) ต่อมาที่ตระกูลมังกรสัตว์แห่งเทพนิยายที่มีทั้งหมด 2 งานดีไซน์ด้วยกัน ได้แก่ Pearl Chasing Silver Dragon Cane with Wild Boar Fang มาพร้อมเทคนิคเคลือบเงินทั่วทั้งตัวมังกร โดดเด่นด้วยลำตัวที่ทำจากเขี้ยวหมูป่าสลักลวดลายด้วยแผ่นทองคำ พร้อมฝังดวงตาด้วยพลอยตาเสือ (Tiger’s Eye) ส่วนบริเวณตัวไม้เท้าทำจากต้นมะฮอกกานี (Mahogany) แบบต่อมา Fire Breathing Golden Dragon Cane งดงามด้วยหัวมังกรเคลือบทองคำพร้อมฝังในหัวมังกรด้วยแมลงสคารับ (Scarab) แมลงศักดิ์สิทธิ์ของชาวอียิปต์โบราณ เพื่อแสดงให้เห็นถึงเทคนิคชั้นครูและความลงตัวด้านดีไซน์ระหว่างสีทองและแมลง ส่วนดวงตาประดับด้วยอัญมณีสีแดง (Red Stone) และด้ามไม้เท้าทำจากไม้โซโน่ (Sono Wood) ที่ประดับด้วยวัสดุสีทองตัดกับเนื้อไม้ สัตว์ป่าตัวต่อมาคือนกอินทรี Sterling Silver with Gold Leaf Perched Eagle Cane ที่สร้างสรรค์จากไม้โซโน่ (Sono Wood) ทั้งชิ้น โดยส่วนหัวเคลือบด้วยทองคำบริเวณปากและปีกนก พร้อมประดับดวงตาด้วยอัญมณีสีแดง (Red Stone) ถัดมาที่ไม้เท้าหัวเป็ด Quacking Duck Cane with Silver and Gold Leaf สร้างสรรค์จากไม้โซโน่ (Sono Wood) ทั้งชิ้นเช่นกัน พร้อมเคลือบทองคำบริเวณปากเป็ด และฝังอัญมณีสีแดง (Red Stone) บริเวณดวงตา ดีไซน์ต่อมา Silver Ferocious Crocodile Cane หัวจระเข้เคลือบสีเงินพร้อมคาบหยกสีเขียวทรงกลม (Jade Ball) ไว้ในปาก ดวงตาฝังด้วยอัญมณีสีแดง (Red Stone) ส่วนบริเวณลำตัวไปจนถึงหางหุ้มด้วยหนังจระเข้สีเข้ม และด้ามไม้เท้าทำจากไม้โซโน่ (Sono Wood) และสุดท้ายคือหัวลิง Carved Wooden Playful Monkey Cane ที่ทำจากไม้โซโน่ (Sono Wood)  เช่นกัน เพิ่มลวดลายด้วยวัสดุสีทองตัดบริเวณด้ามไม้เท้า ส่วนดวงตาฝังด้วยพลอยตาเสือ (Tiger’s Eye) ที่สามารถผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ

ด้านเหล่าเซเลบริตี้ที่มาร่วมถ่ายทอดความงดงามของคอลเลกชั่นนี้ ได้กล่าวถึงความชื่นชอบที่มีต่อไม้เท้าในคอลเลกชั่นนี้ พร้อมแนะนำวิธีมิกซ์แอนด์แมชท์เพื่อสร้างลุคที่โดดเด่น เริ่มต้นจาก ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ที่เล่าว่า “ถ้าพูดถึงไม้เท้า ต้องบอกว่าเราถือว่าโตมากับไม้เท้าเลย เพราะคุณทวดของเรา ทั้งเป็นคนสะสมและใช้เอง หากไปที่ พิพิธภัณฑ์ปาร์คนายเลิศ จะเห็นไม้เท้าตั้งโชว์อยู่เป็นร้อยเป็นพันอันเลย และหากพูดถึงคอลเลกชั่นนี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับสัตว์ ส่วนตัวชอบหัวที่เป็นจระเข้และมังกร เพราะทำให้รู้สึกถึงพลังอำนาจเมื่อได้ใช้ และยังรู้สึกว่าวันไหนที่ออกไปทำงาน เพียงแค่เราแต่งตัวด้วยชุดมินิเดรสสีดำ แล้วหยิบไม้เท้านี้มาใช้ก็ถือเป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวที่คอมพลีทสร้างลุคที่โดดเด่นให้เราได้แล้ว โดยไม่ต้องมีจิวเวลรีหรือเครื่องประดับอื่นๆ เสริมเลย”

ถัดมาที่ดีไซน์เนอร์สาว วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา บอกว่า “ไม้เท้าเป็นเครื่องประดับที่เหมือนจิวเวลรี เป็นจิวเวลรีที่จบในชิ้นเดียว ไม่ต้องแต่งเติมอะไรเพิ่มก็สามารถคอมพลีทลุคในตัวของมันเองได้ ด้วยสไตล์ของเราที่เป็นคนที่แต่งตัวสุดโต่ง ไม่เฟมินีนก็ออกแมนไปเลย ซึ่งไม้เท้ามันค่อนข้างที่จะฟรีสไตล์ สามารถแมทช์ได้กับหลายลุค ซึ่งคอลเลกชั่นนี้ เป็นคอลเลกชั่นที่ชอบที่สุด เพราะมีความหลากหลาย รวมถึงวัสดุที่หาได้ยาก ยิ่งคอลเลกชั่นนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างโลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ และพี่หมู อาซาว่า เพราะพี่หมูเป็นคนที่ทุ่มเท และให้ความสำคัญกับรายละเอียดมากๆ และหากถามว่าชอบชิ้นไหนมากที่สุด จริงๆ ชอบหลายชิ้นเลย แต่ชอบหัวสิงโตมากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่าเข้ากับเรามากที่สุด” 

ถัดมาหนุ่มมาดเท่ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ เผยว่า “ผมว่าไม้เท้าเป็นคือคำนิยามของความเป็นสุภาพบุรุษ บวกกับความมีสไตล์ และรสนิยม ซึ่งส่วนตัวผมชอบคอลเลกชั่นนี้มากโดยเฉพาะที่เป็นหัวมังกร เพราะผมเกิดปีมังกรด้วย การร่วมมือกันของทั้งสองแบรนด์ อาซาว่า และโลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ถือว่าลงตัวมากๆ เพราะทั้งสองแบรนด์มีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนทั้งคู่ และมีสไตล์เป็นของตัวเอง ถ้าวันไหนที่จะต้องไปออกงานเพียงแค่สวมทักซิโดแล้วหยิบไม้เท้าไปด้วย ก็สามารถสร้างลุคที่ดูพิเศษให้เราได้แล้ว

ปิดท้ายที่นักแสดงสาว ตรีชฎา เพชรรัตน์ ได้กล่าวถึงความประทับใจว่า “รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดตัวคอลเลกชั่นสุดพิเศษในครั้งนี้ จริงๆ คุ้นเคยดีกับแบรนด์โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ เพราะเป็นแฟนแบรนด์นี้อยู่แล้ว และครั้งนี้มีความพิเศษมาก เพราะเป็นการร่วมมือกันระหว่างโลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ และพี่หมู อาซาว่า ซึ่งพอได้เห็นไม้เท้ารุ่นพิเศษนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกประทับใจกับลวดลาย และรายละเอียดที่ได้บรรจงบนไม้เท้านี้มาก ส่วนตัวชอบหัวที่เป็นเสือดำ พอได้สัมผัสแล้วให้ความรู้สึกถึงพลัง ถ้าวันไหนต้องการลุคที่ดูน่าค้นหาก็จะมิกซ์แอนด์แมทช์ไม้เท้ากับเสื้อเกาะอกและกางเกงขายาว เพียงเท่านี้ก็มั่นใจแล้ว”

สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับไม้เท้าดีไซน์พิเศษจากแบรนด์ “Lotus Arts de Vivre” (โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์) ได้ที่ โรงแรม โฟร์ซีซันส์ กรุงเทพ แอท เจ้าพระยา ริเวอร์ และโลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์  บูทีค ชั้น 1 โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เวลา 10.00 – 19.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.lotusartsdevivre.com/

Facebook Comments Box