เจาะใจ “นภัทร สมหวังสกุล” ผู้บริหารไฟแรง ตั้งเป้าดันแบรนด์ PWP สู่ตลาดสกินแคร์ระดับโลก
วันนี้ทีม #MadamePuja #Glitzmagazines มีนัดสัมภาษณ์แบบ Exclusive กับสาวสวยมากความสามารถ คุณมิ้นท์- นภัทร สมหวังสกุล ผู้บริหารฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) บริษัท เออีซี อินโนเวชั่น คอส จำกัด มาพูดคุยเปิดใจในเรื่อง“เคล็ดลับการสร้างแบรนด์ความงามให้ปัง” และความสำเร็จของแบรนด์ PWP

คุณมิ้นท์- นภัทร สมหวังสกุล เกริ่นให้ฟังถึงความเป็นมาให้เราฟังว่า ส่วนตัวแล้วเราเป็นผู้หญิง เราชอบในเรื่องการดูแลตัวเองอยู่แล้ว พอเราชอบแล้วเวลาเพื่อนมาเจอก็ชอบถามว่าใช้อะไร กินอะไร ทำอะไร พอเราได้บอกหรือแนะนำ แชร์ไอเดียไปแล้วเขารู้สึกว่าดีเหมือนกัน พอเราได้พูดแล้วเรารู้สึกว่าเราชอบอะไรแบบนี้ เราอยู่ด้วยแล้วเรารู้สึกชอบและสนุก พอเราได้ทำอะไรที่เรารักเราก็เลยมีความสุข
มีพื้นฐานด้านครอบครัวหรือเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนไหม
ไม่เลยค่ะ มาจากความชอบส่วนตัว มิ้นจบม.กรุงเทพ สาขานิเทศศาสตร์มาค่ะ (หลังจากเรียนจบแล้วมาเริ่มทำธุรกิจตรงนี้เลยไหม เคยทำอะไรมาก่อนบ้าง) ไม่ค่ะ หลังจากจบมาก็ทำมาเยอะเลยค่ะ เป็นพิธีกร ช่องมีเดียชาแนล เป็นวีเจรายการเพลงของมีเดีย เป็นแม่บ้าน ทำงานอยู่ในรายการท่องเที่ยวเมืองไทย แล้วก็แต่งงานมีลูก และเพิ่งกลับเข้ามาทำตรงนี้
อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาจับธุรกิจตรงนี้
จากที่เมื่อก่อนเราเป็นคนทำงานอยู่แล้ว เราเป็นคนชอบทำงาน และช่วงนั้นโซเชียลกำลังมา เราก็เลยลองหาอะไรมาโพสต์ มาลองทำดูเกี่ยวกับเคล็ดลับของเราเองและมันก็ได้รับฟีดแบคดี มันก็เป็นจุดตั้งต้นว่าเราอยากจะทำเกี่ยวกับเครื่องสำอางก็เลยสร้างแบรนด์เครื่องสำอางมาเรื่อยๆ จนเป็น PWP ในปัจจุบันนี้ค่ะ (เรียกว่าเอาไลฟ์สไตล์ของเรามาเป็นส่วนหนึ่งในการคิดค้นผลิตภัณฑ์) ไม่ใช่ว่าไลฟ์สไตล์ของมิ้นเป็นหลักมากกว่ามิ้นท์มองปัญหาส่วนใหญ่ กว่าเราจะทำผลิตภัณฑ์ออกมาตัวหนึ่งเราต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าลูกค้าต้องการอะไรแล้วเราจะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์เขา และพอเราอยากช่วยเขาแล้วเรามาอยู่ฝั่งที่เราชอบมันก็เลยไปด้วยกันได้และไม่ฝืน
อย่างส่วนตัวมิ้นก็เป็นคนที่ชอบเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว ก็จะหาอะไรมาใช้บำรุงผิวตัวเองอยู่แล้ว ก็เลยมองเห็นว่าการที่เราชอบและเราก็มีเคล็ดลับในการดูแลตัวเองอยู่แล้วก็เลยคิดจะทำสินค้าดีๆ ออกมาให้กับคนรอบข้างได้ใช้ดู ก็เลยเป็นจุดกำเนิดของเราค่ะ ตอนแรกยังเป็น SSOK กับแบรนด์อื่นอยู่ แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนมาเป็น PWP ก็จะเป็นแบรนด์ที่มิ้นท์เป็นผู้บริหารค่ะ มิ้นเริ่มมาจากแบรนด์ SSOK แล้วก็มาเป็น Bio Skin แล้วก็มาเป็น PWP ซึ่งเป็นบริษัทนี้เลยแต่ว่าเราเปลี่ยนแบรนด์มาเรื่อยๆ จนมาจบที่ PWP

ที่มาของชื่อแบรนด์ PWP
เนื่องจากแบรนด์ SSOK และ Bio Skin ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนเป็นสินค้าที่ขายไปยังต่างประเทศ และประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือประเทศจีน ดังนั้นพอเราไปจดทะเบียนการค้าที่เมืองจีน Bio Skin มีคนจดทะเบียนอยู่แล้ว เราไม่สามารถที่จะใช้คำนี้ได้เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องรีแบรนด์ใหม่ เพื่อให้เข้าถึงทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น สามารถกระจายไปในประเทศอื่นๆ ได้ง่าย โดยรีแบรนด์มาเป็น PWP เข้าปีที่ 2 แล้วค่ะ
ชื่อแบรนด์ PWP มีที่มาหรือตัวย่อมาจากคำว่าอะไร
PWP ย่อมาจาก Product with principle ค่ะ เหมือนกับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนามาด้วยหลักการกว่าจะมาเป็นสินค้าเพื่อความสวยความงามของเรา เพราะว่าเรามี RD เรามีโรงงานเป็นของตัวเองกว่าที่เราจะผลิตสินค้ามาแต่ละตัว RD ก็จะต้องวิเคราะห์แล้วว่าสารสกัดแต่ละตัวมันเหมาะกับประเทศไทยรึเปล่า เหมาะกับคนประเภทไหน ใช้เพื่อบำรุงอะไร เราก็จะมีหลักการในการวิเคราะห์ว่าถ้ารักษาริ้วรอยควรจะเป็นแบบไหน เราไม่ได้ตามเทรนด์ไปเรื่อยๆ นะคะ

หลังจากตีตลาดเข้าไปในเมืองจีน สินค้าตัวไหนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
เป็นตัวไฮลูคอลลาเจน จะเป็นตัวไฮยาลูโรนิคแอซิดกับคอลลาเจน ก็คือคนจีนประเทศเขาจะหนาว เขาก็จะอยากได้อะไรที่บำรุงผิว ตัวนี้ก็จะบำรุงและให้ความชุ่มชื่นกับผิวได้เป็นอย่างดี แล้วด้วยรูปลักษณ์ ราคามันไม่ได้แพงมากแล้วสินค้าใช้แล้วโอเคลูกค้าชอบมันก็เลยเป็นกระแส ผลตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก
จุดเด่นของแบรนด์ที่ทำให้สามารถตีตลาดเมืองจีนได้
คนจีนเขาไม่ค่อยใช้ของเมืองจีน คนจีนจะชอบใช้ผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยอยู่แล้วเพราะถ้าเกิดเราสังเกตจะเห็นว่าชาวต่างชาติจะชอบมาเที่ยวเมืองไทยแล้วเขาก็จะสรรหาไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยหรือว่าผลไม้ไทย รวมถึงครีมบำรุง อะไรที่เป็นของไทยเนี่ยคนไทยมักจะไม่ใช้ของบ้านเรา ต่างชาติพอมาประเทศเรา ชื่นชอบประเทศเรา แล้วอะไรที่เป็นเมดอินไทยแลนด์เขาก็จะชอบมากเลยสำหรับคนจีนนะคะ ฐานลูกค้าของเราคนจีนก็เรียกได้ว่าเหนียวแน่น 70% ที่เป็นคนจีน ถ้าเปรียบเทียบกันแบรนด์ของเราคนไทยจะไม่ค่อยรู้จัก PWP แต่ถ้าเป็นคนจีนเขาก็จะรู้จักสินค้าของเรา

พอสินค้าตัวแรกประสบความสำเร็จ ตีตลาดเมืองจีนเรียบร้อยก็เริ่มปล่อยผลิตภัณฑ์ตัวที่สองออกมาเป็นตัวนี้รึเปล่า
ใช่ค่ะ ก็จะเป็นมาส์กตัวที่สองซึ่งก็จะเป็นซีรี่ส์เดียวกัน หลักๆ ของตัวแบรนด์ PWP สินค้าของเราจะมีส่วนผสมของไฮลูคอลลาเจน (เน้นเห็นผลเร็วใช่ไหม) มันก็เห็นผลเร็วนะคะแต่ว่าเราจะไม่ใส่สารที่เป็นอันตราย และจะไม่ค่อยใส่น้ำหอม อย่างสองตัวนี้จะไม่มีน้ำหอมและพาราเบน ปลอดภัยแน่นอน คนท้องใช้ได้ วัยรุ่นใช้ได้ สำหรับตัวนี้หากเราใช้มาส์ก1 แผ่น จะเทียบเท่ากับการทาครีมประมาณ 1 สัปดาห์เป็นเหมือนการรีบูท เพราะว่ามาส์กจะมีเซรั่มค่อนข้างเข้มข้นมากกว่า ราคาจะตกอยู่ที่กล่องละ 450 บาท มีประมาณ 7 แผ่น

กว่าจะประสบความสำเร็จมาจนมาเป็นแบรนด์ PWP อย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง แล้วผ่านมาได้อย่างไร
ทุกวันนี้มิ้นท์ว่าก็ยังมีอุปสรรคอยู่นะคะ ทุกวันเราจะเจออุปสรรคตลอดเวลา เพราะฉะนั้นถ้าเรามองในเรื่องของเราเจออุปสรรคเนี่ยเราก็อย่ามองว่ามันเป็นปัญหา เราก็จะมองว่ามันต้องมีอะไรดีๆ อยู่ในอุปสรรคตรงนั้นเพราะฉะนั้นเราก็จะเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้กับอุปสรรคตรงนี้แล้วก็จะทำให้มันไม่เจอปัญหาตรงนี้อีก ก็ไม่ย่อท้อและทำต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ
ในด้านของตลาดจีนตอนนี้เราวางจำหน่ายทางช่องทางไหนบ้าง
เป็นช่องทางออนไลน์ ทางแอปพลิเคชัน WeChat Taobao แล้วเราก็จะมีการทำการตลาดที่เมืองจีนด้วย อย่างเช่น Little red แล้วก็ให้เน็ตไอดอลที่เมืองจีน ไลฟ์สด แล้วก็มี Tiktok เป็นแอปพลิเคชันของคนจีน (แล้วฟีดแบคเป็นอย่างไรบ้าง ได้ผลดีเลยใช่ไหม) ได้ผลดีค่ะ เพราะว่าเราทำควบคู่กัน คือสินค้าไทยที่คนต่างชาติชอบ เราจะไม่สามารถที่จะทำตลาดแค่เฉพาะเมืองจีนได้อย่างเดียว เราก็ต้องทำตลาดให้เมืองไทยด้วยเพื่อให้เวลาที่คนต่างชาติมาเมืองไทย เขาก็จะได้เห็นว่าสินค้านี้ผลิตที่ประเทศไทยและมีจำหน่ายที่เมืองไทยจริงๆ

แล้วที่เมืองไทยมีจำหน่ายที่ไหนบ้าง นอกจากช่องทางของทางแบรนด์เอง
จะมีจำหน่ายอยู่ที่คิงพาวเวอร์ เราเป็นแบรนด์ไทยโนเนม แบรนด์แรกเลยที่ได้ไปวางขายที่คิงพาวเวอร์ แล้วก็มีร้านบูท และวัตสันก็กำลังจะนำเข้าไปแล้ว Eveandboy, TSURUHA, Mushimoto, Seven, ร้านเพรียว มีวางจำหน่ายเกือบหมดแล้ว ถ้าตอนนี้เข้ามาที่ไทยก็สามารถหาซื้อได้เลย แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้นำเข้าทุก SKU กำลังนำเข้าไปอยู่
แล้วผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแบรนด์จะมีทั้งหมดกี่ SKU
ปีหน้าน่าจะเพิ่มอีก 2-3 SKU เลยค่ะ แต่ตอนนี้มี 5 SKU ค่ะ ก็คือที่เราเห็นอยู่ตอนนี้แล้วก็จะมีกันแดดอีกหนึ่งตัว ตอนนี้เรากำลังทำแพคเกจใหม่สำหรับกันแดดอยู่ยังไม่เสร็จ ผลิตภัณฑ์ที่ขายดีอันดับหนึ่งก็จะเป็นตัวสีขาว รองลงมาก็จะเป็นตัวสีทอง แล้วก็จะเป็นโฟม ซึ่งก่อนที่จะเป็นสูตรนี้เราก็มีสูตรเดิมอยู่แล้ว โฟมสูตรเดิมก็จะขายดี แต่ว่าโฟมกับครีมสูตรใหม่ยังไม่มีจำหน่ายครบทุกช่องทางกำลังอยู่ในช่วงกระบวนการนำเข้า
ฐานลูกค้าตอนนี้ 70% จะเป็นคนจีน ฮ่องกง มาเก๊า เซี่ยงไฮ้บ้างแล้ว ในอนาคตมีแพลนขยายตลาดไปในประเทศไหนอีกบ้าง
ตอนนี้เราก็อยากจะมีไปประเทศ AEC เดี๋ยวปีหน้าเราก็จะไปออกบูทโปรโมท AEC แล้วก็มีฝั่งยุโรป ตะวันออกกลางที่มาเป็นตัวแทนจำหน่ายกับเราเรียบร้อยแล้ว มันอเมซิ่งมากเลยค่ะ เขาเป็นลูกค้าไปซื้อสินค้าเราตัวสีทองมาใช้แล้วชอบ ใช้แล้วเห็นผล มีติดต่อมาจากจอแดนเลยนะคะ แล้วก็จองตั๋วเครื่องบินมาเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายกับเรา

ตอนที่เราไปเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของงาน Beyond Beauty ฟีดแบคเป็นอย่างไรบ้าง
ฟีดแบคค่อนข้างดีเลยค่ะ โดยเฉพาะฝั่งตลาดอินเตอร์จะค่อนข้างให้ความสนใจกับแบรนด์ของเรามาก หลังจากจบงานก็มีการติดตามและติดต่อกันประมาณ 20-30 เจ้าเลยที่ให้ความสนใจกับเรา (แล้วมีการปิดดีลกันได้บ้างไหม) ทยอยปิดค่ะ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา คุยเรื่องเงื่อนไขกันอยู่ค่ะ
จุดเด่นของแบรนด์ที่ทำให้แบรนด์ของเราโดดเด่นกว่าแบรนด์อื่น
อย่างแรกเลยจุดเด่นของเรา คือราคา ราคาของเราเป็นราคาที่จับต้องได้ เศรษฐกิจตอนนี้มันค่อนข้างเป็นอะไรที่ควักเงินออกจากกระเป๋ามันก็ต้องคิด เราได้เปรียบตรงที่เรามีโรงงานของตัวเอง เรามีต้นทุนราคาที่ถูกกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นเวลาผลิตอะไรออกมาเราก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเศรษฐกิจตอนนี้ ควรจะขายในราคาเท่าไหร่เพื่อให้เหมาะ ราคาของเราอย่างแรกเลยสินค้าทุกตัวของเราราคาจับต้องได้ จับไปแล้วไม่รู้สึกว่าต้องวางหรือไม่ซื้อดีกว่า โฟมราคา 170 บาท แล้วแพคเกจขนาดนี้ ทั้งเรื่องของแพคเกจ ปริมาณ และคุณภาพมันคุ้มค่า คุ้มราคา
กลุ่มเป้าหมายของสินค้าเป็นประเภทไหนบ้าง
กลุ่มเป้าหมายของเราส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ประมาณ 80-90% เลย ส่วนผู้ชายก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ช่วงอายุก็จะอยู่ที่ 22-45 ปีค่ะ เพราะสินค้าของเราจะเน้นบำรุง ริ้วรอยบางๆ ไม่ถึงกับริ้วรอยลึก เน้นให้ความชุ่มชื่น ขาวใส แก้ปัญหาอย่างฉับพลัน ยังไม่ได้เน้นฝ้ากระ แต่เดี๋ยวเราก็จะพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ

แบรนด์ของเรามีตัวแทนจำหน่ายในไทยด้วยรึเปล่า
มีค่ะ เป็นร้านเอเจนซี่ตามจังหวัดท่องเที่ยว อย่างเช่นเชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต และกรุงเทพฯ ห้วยขวาง ประตูน้ำ ก็จะมีเป็นดีลเลอร์ของเราซึ่งจะเป็นหน้าร้านจริงๆ แล้วก็มีออนไลน์ด้วยค่ะ (นอกจากไอดอลจีนเรามีวิธีทำการตลาดอย่างอื่นอย่างไรบ้าง) ก็จะมีบิลบอร์ดตามป้ายต่างๆ โฆษณาบนเครื่องบน แล้วก็ในเพจ ตอนนี้ออนไลน์ค่อนข้างมาเราก็จะมีการโปรโมทเพจไปด้วย แล้วปีหน้าแพลนของเราก็คือจะโฆษณาทางทีวีในประเทศไทยค่ะ ปีหน้าแผนของเราคือจะตีตลาดเมืองไทยมากขึ้น
มีแพลนการตีตลาดเมืองไทยอย่างไรบ้าง
ของเราตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมาแล้ว (อยากจะมีแอมบาสเดอร์ด้วยไหม) ใช่ค่ะ เราก็กำลังเล็งๆ อยู่ ยังอยู่ในขั้นตอนการเลือกกันอยู่
ตั้งเป้าหมายในอนาคตของแบรนด์ไว้อย่างไรบ้าง
ยอดของเราก็ค่อนข้างดีขึ้นทุกปีนะคะ ถึงตามเป้าตลอด เป้าหมายใหญ่ของเราเลยก็คือมิ้นอยากให้แบรนด์ PWP เนี่ยเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตั้งเป้าว่าไม่เกิน3 ปีนี้เราต้องทำให้ได้ค่ะ
ในอนาคตจะมีการใช้คนในการทำ KOL ไหม
มีค่ะ เราก็มีแพลนอยู่แล้วว่าเราจะทำ KOL ทั้งไทยและต่างประเทศในการที่จะมาทำการตลาดตรงนี้ มีเรื่อยๆ จริงๆ ทุกวันนี้เราก็มี KOL นะคะ อย่างในงานเปิดตัวของ Beyond เราก็มี KOL จากเมืองจีนเลย เป็นเน็ตไอดอลเลยมานั่งไลฟ์สดกันแล้วก็ในเมืองไทยเราก็มีอยู่แล้วทั้งKOL และผู้ใช้จริงแล้วก็จะมีกิจกรรมที่หน้าแฟนเพจอยู่แล้วในการแจกของรางวัล พอแจกของรางวัลก็จะมาถึง เอ็นยูสเซอร์ พอมาถึงเอ็นยูสเซอร์เราก็ได้รีวิวและได้การพรีเซนต์จากเขา เราก็ได้ความน่าเชื่อถือเพิ่มไปอีกโดยที่บางครั้งไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นดารามาพรีเซนต์เสมอไปเพราะเดี๋ยวนี้เราก็รู้แล้วว่าดาราก็จ้างกัน (แล้วอย่างบล็อกเกอร์ล่ะคะ) บล็อกเกอร์เราก็ทำนะคะแต่ตอนนี้เราจะมาที่ KOL พวกนาโน ไมโครมากกว่า (ทำไมถึงเลือกตรงนั้นมากกว่า) เพราะว่ามันกระจายเข้าถึงกับเอ็นยูสเซอร์ ใกล้กับผู้บริโภคมากกว่า สมมุติว่าเขาโพสต์ไปแล้วแฟนคลับเขามาคอมเมนท์มันจะมีการโต้ตอบกัน มีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าถ้าเกิดเราไปใช้ตัวใหญ่ แฟนคลับเขาก็จะเยอะ เราก็จะดูแลไม่ทั่วถึงแล้วในเรื่องของความถี่ด้วย

นอกเหนือจากที่จะการทำตลาดในไทยอย่างการเปิดตัวในงาน Beyond Beauty แล้ว สำหรับทั่วๆ ไปจะมีช่องทางโปรโมทให้รับรู้ได้อย่างไรบ้าง
เราก็มีการออกไปทำกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัย ออฟฟิศ ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีคนไทยและต่างชาติอยู่ด้วยแล้วเดี๋ยวเราก็จะมีไปงาน Road showค่ะ ไปทรูปเลยค่ะ (ไปมาแล้วด้วยใช่ไหมคะ แล้วฟีดแบคเป็นอย่างไรบ้าง) ไปมาแล้วด้วยค่ะ แล้วก็ยังจะไปต่อ ฟีดแบคนะคะ ยอดขายเราก็ดีมากขึ้น เพราะว่าเราไปด้วยก็จะโปรโมทด้วยว่าสินค้าเรามีจำหน่ายผ่านช่องทางไหนบ้าง เราก็ได้ฟีดแบคจากช่องทางการจำหน่ายของเราว่ายอดมันเขยิบขึ้นมานะเราไปทำอะไรมา ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำมันตรงกับกลุ่มเป้าหมายเลยเพราะว่าผลลัพธ์มันออกมาให้เห็นเลยว่ามันเพิ่มขึ้น (แล้วนอกเหนือจากตรงนั้นมีแพลนจะทำอะไรอีกไหม) นอกเหนือจากตรงนั้นก็จะเน้นไปทางออนไลน์มากกว่าเพราะคนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจับหนังสือ จับแต่หน้าจอเพราะฉะนั้นสื่อที่จะโฆษณาได้ก็จะเน้นไปทางออนไลน์ โซเชียลมิเดีย เฟซบุ๊ค อินตราแกรม ทุกอย่างเราก็จะบุกตรงนี้ด้วย (แล้วมองหาพาร์ทเนอร์อย่างเช่นสื่อในการโปรโมทออนไลน์ไหม หรือจะบุกผ่านแค่ทางโซเชียลของตัวเอง) ใช่เราก็จะบุกทางโซเชียลของตัวเองเป็นหลัก แล้วก็ค่อยไปตามสื่อต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือ มันก็ต้องไปให้หมดเพราะถ้าอยู่ในช่องทางเราอย่างเดียวมันก็ไม่น่าพอ เราต้องกระจายข่าว
มีอะไรอยากฝากบอกหนุ่มไทยสาวไทยบ้างไหม
อยากให้ทุกคนเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยนิดหนึ่ง ถ้าเกิดว่าเห็นเป็นแบรนด์ที่ Made in Thailand ก็อยากให้ช่วยกันเปิดใจ ลองใช้ดูรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนกับสินค้าของประเทศเราเองนะคะ แล้วก็ฝาก PWP ด้วย ว่าเป็นสินค้าดี คุณภาพเกรดพรีเมียม ราคาจับต้องได้สบายกระเป๋าแล้วก็ใช้แล้วเห็นผลแน่นอนค่ะ
สามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/AECCOS แล Line : @pwpthailand
Views: 168










































