
FAREWELL CONCERT อัสนีและวสันต์ “อยากจะย้ำชัด ๆ ครั้งสุดท้าย . .” นี่ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่คือการเดินทางย้อนกลับไปหาความทรงจำของชีวิตและกาลเวลา ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าแฟนเพลงจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหมือนกันว่า นี่คือ “สัปดาห์แห่งอัสนี–วสันต์”
เพราะเรื่องราว“พี่ป้อม อัสนี โชติกุล” และ “พี่โต๊ะวสันต์ โชติกุล” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของศิลปินสองพี่น้อง ที่กำลังขึ้นเวทีอำลา หากแต่เป็นเรื่องของบทเพลงที่เดินทางมากับชีวิตของคนไทยหลายรุ่นจนเดินทางมาสู่คอนเสิร์ตครั้งนี้ อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ แฟนเพลงไม่เคยท้อ ไม่เคยเปลี่ยนใจ และยังเลือกที่จะเดินทางมาร่วมส่งสองพี่น้องในค่ำคืนสำคัญครั้งนี้
เพราะสำหรับแฟนเพลงตัวจริงแล้ว การได้มาร่วม “สั่งลา” ไม่ใช่เพียงการมาดูคอนเสิร์ต แต่มันคือการมาบอกกับศิลปินว่า “เพลงของพวกคุณอยู่กับชีวิตของพวกเรามานานจริง ๆ”
FAREWELL CONCERT ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จึงกลายเป็นมากกว่าการแสดงดนตรี มันคือการรวมตัวของคนหลายวัย หลายช่วงชีวิต แต่มีความทรงจำร่วมกัน ผ่านเสียงเพลงเดียวกัน ตั้งแต่ บ้าหอบฟาง, ก็เคยสัญญา, เธอปันใจ, รักเธอเสมอ, คงเดิม, กุ้มใจ, บังอรเอาแต่นอน, ลงเอย และอยากได้ยินว่ารักกัน ไปจนถึงอีกหลายบทเพลงที่อาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อ เพราะเพียงดนตรีขึ้นมาไม่กี่ห้อง แฟนเพลงจำนวนมากก็รู้แล้วว่าจะร้องอะไรต่อ นี่แหละคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่า “พิเศษที่สุด”

เพลงของอัสนี–วสันต์ไม่ได้อยู่แค่ในแผ่นเสียง ไม่ได้อยู่แค่ในเทป ซีดี หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิง แต่มันอยู่ในความทรงจำของผู้คน และสิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ผ่านเวลามากว่า 4 ทศวรรษ เพลงเหล่านี้ยังถูกจดจำได้อย่างแทบไม่ผิดเพี้ยน
ตลอดการแสดง 3–4 ชั่วโมง เสียงร้องของแฟนเพลงดังขึ้นแทบทุกช่วง บางเพลงร้องตั้งแต่ต้นจนจบบางเพลงแทบไม่ต้องให้ศิลปินร้อง เพราะคนดูร้องให้ศิลปินฟัง นี่คือพลังของ “เพลงที่เป็นตำนาน” และผมกลับรู้สึกว่า คำว่า “ตำนาน” อาจน้อยเกินไปด้วยซ้ำสำหรับอัสนี–วสันต์ สำหรับผมขอใช้คำ “ศิลปินผู้อยู่เหนือกาลเวลา”
เพราะตำนานบางคนถูกพูดถึงจากสิ่งที่เคยทำในอดีต แต่สำหรับอัสนี–วสันต์ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ พวกเขายังคงมีคนฟัง มีคนร้องตาม และมีแฟนเพลงจำนวนมหาศาลยืนอยู่ตรงหน้าในวันที่เวลาผ่านไปแล้วกว่า 40 ปี นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีคำโฆษณาใด ๆ
ศิลปินยุค 80–90 ที่ยังสามารถรวมแฟนเพลงได้อย่างหนาแน่นขนาดนี้มีไม่มากนัก และที่สำคัญคือแฟนเพลงไม่ได้มาเพียงเพื่อ “ดูศิลปินในตำนาน” แต่พวกเขามาเพราะ ยังรักเพลงเหล่านั้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมประทับใจมากอีกอย่างคือ อัสนี–วสันต์ยังคงมอบพลังให้กับแฟนเพลงอย่างเต็มที่
ไม่มีความรู้สึกว่า เป็นเพียงคอนเสิร์ตอำลาที่ขึ้นมาเล่นให้จบตามหน้าที่ แต่กับทุกเพลง ทุกช่วงเวลา และทุกพลังที่ส่งออกมาจากบนเวที เหมือนเป็นการตอบแทนแฟนเพลงที่เดินทางร่วมกันมานานหลายสิบปี

ส่วนศิลปินรับเชิญจากหลากหลายยุค ก็เข้ามาเติมเต็มเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ นิ่ม สีฟ้า, อ้อม–สุนิสา สุขบุญสังข์, ป๊อด–ธนชัย อุชชิน, แพท–สุธาสินี พุทธินันทน์, เจฟ ซาเตอร์ และ อิ้งค์–วรันธร เปานิล
และในรอบสุดท้ายในปัจจุบัน(9 กันยายน 69) ที่อดีตเคยเป็นรอบแรก(2กันยายน69) ยิ่งเพิ่มความพิเศษด้วย หนุ่ย–อำพล ลำพูน และ ตู่–นันทิดา แก้วบัวสาย แต่ไม่ว่าแขกรับเชิญจะเป็นใคร สุดท้ายแล้วคนที่ทุกสายตา รอคอยก็ยังเป็น อัสนี–วสันต์ เพราะนี่คือเวทีของพวกเขา
และนี่คือบทสรุปของการเดินทางที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ผมเชื่อทั้งมั่นใจว่า ถ้ามีคอนเสิร์ตอัสนี–วสันต์อีก 10 รอบ ก็จะเต็มอีกทั้ง 10 รอบ ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะพวกเขามีสิ่งที่ศิลปินจำนวนมากใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจสร้างขึ้นมาไม่ได้ นั่นคือ “ความผูกพัน”
ความผูกพันระหว่างเพลงกับชีวิต ระหว่างศิลปินกับคนฟัง และระหว่างความทรงจำในอดีตกับคนรุ่นใหม่ที่ยังคงร้องเพลงเหล่านั้นได้ค่ำคืนที่อิมแพ็ค อารีน่า จึงไม่ใช่เพียงการบอกลา แต่มันเหมือนการหยุดเวลาไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วปล่อยให้คนหลายรุ่นได้หันกลับไปมองชีวิตของตัวเองผ่านเสียงเพลง
บางคนอาจนึกถึงรักครั้งแรก บางคนนึกถึงเพื่อน บางคนนึกถึงครอบครัว บางคนนึกถึงช่วงเวลาที่ชีวิตยังไม่ซับซ้อนเท่าวันนี้ และทั้งหมดนั้นถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยเสียงกีตาร์และบทเพลงของอัสนี–วสันต์ ตลอด 3–4 ชั่วโมง ผมกลับรู้สึกว่า มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเพลงหนึ่งจบ อีกเพลงหนึ่งก็พาความทรงจำอีกบทกลับมา
จนกระทั่งเพลงสุดท้ายมาถึง และไฟบนเวทีค่อย ๆ ลดลง ถึงตอนนั้นจึงรู้ว่า สิ่งที่เรากำลังส่งเสียงปรบมือให้ ไม่ใช่เพียงการแสดงที่จบลง แต่คือ การยืนปรบมือให้กับชีวิตการทำงานของศิลปินสองคนที่ฝากรอยเท้าเอาไว้บนประวัติศาสตร์ดนตรีไทย ผมไม่รู้ว่าในอนาคต อัสนี–วสันต์จะกลับมาขึ้นเวทีอีกหรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ ต่อให้ไม่มีคอนเสิร์ตอีก แต่เพลงของพวกเขาก็จะยังไม่จบ เพราะเพลงเหล่านั้นจะยังถูกเปิด ยังถูกฟัง ยังถูกเล่น ยังถูกนำไปร้องโดยคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญที่สุด… ยังมีคนร้องตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ นี้คือนิยามของ “ศิลปินผู้อยู่เหนือกาลเวลา”

แม้เวลาผ่านไปอีก 10 ปี 20 ปี หรือหลายชั่วอายุคน ชื่อของพี่ทั้งสอง ยังถูกเอ่ยถึง และบทเพลงของเขายังมีชีวิตอยู่ สำหรับผม…อัสนี–วสันต์ คือหนึ่งใน “ที่สุดของที่สุด” ของวงการเพลงไทย และตราบใดที่วงการดนตรียังคงเดินหน้าต่อไป ชื่อของ “อัสนี–วสันต์” ก็จะยังคงเป็นดาวค้างฟ้าอยู่บนท้องฟ้าของดนตรีไทยตลอดไป
FAREWELL CONCERT อาจเป็นการย้ำชัด ๆ ครั้งสุดท้ายของศิลปินสองพี่น้องบนเวที แต่สำหรับบทเพลงของพวกเขา…นี่ไม่ใช่คำอำลา เพราะบทเพลงที่ดีจริง ไม่เคยมีวันกล่าวลา มันเพียงเปลี่ยนจากเสียงของศิลปิน ไปเป็นเสียงของคนฟัง และจะเดินทางต่อไป…ตราบเท่าที่คนรุ่นใหม่ยังร้องเพลงเหล่านี้ได้ครับ
Views: 3














































